การประเมินและส่งเสริมพฤติกรรมด้านร่างกาย
ความหมาย
การประเมินพฤติกรรมด้านร่างกาย หมายถึง กระบวนการต่าง ๆ ที่ใช้เครื่องมือที่หลากหลายเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เพื่อเป็นข้อมูลในการประกอบการพิจารณาตัดสินคุณลักษณะพฤติกรรมด้านร่างกาย
การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านร่างกาย หมายถึง การทำให้เด็กปฐมวัยมีการเคลื่อนไหวร่างกายด้วยการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ กล้ามเนื้อมักเล็กและประสานสัมพันธ์ได้อย่างหลากหลาย รวมถึงการมีสุขนอสัยที่ดี
ความสำคัญ
การประเมินช่วยให้เข้าใจลักษณะพฤติกรรมการใช้กล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆของร่างกาย ช่วยให้สามารถวางแผนการจัดกิจกรรมและการตัดสินใจในเรื่องที่มีผลต่อเด็กได้อย่างถูกต้อง
มาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์
1. พัฒนาการด้านร่างกาย
1.1 ร่างกายเจริญเติบโตตามวันและมีสุขภาพดี
1.2 ใช้อวัยวะของร่างกายได้ประสานสัมพันธ์กัน
2. ใช้อวัยวะของร่างกายได้ประสานสัมพันธ์กัน
2.1 ใช้กล้ามเนื้อใหญ่ได้เหมาะสมกับวัย
2.2 ใช้กล้ามเนื้อเล็กและประสานสัมพันธ์ มือ-ตา ได้เหมาะสมกับวัย
การประเมินพัฒนาการเด็กอายุ 3-6 ปี
1. วางแผนการประเมินพัฒนาการอย่างเป็นระบบ
2. ประเมินพัฒนาการเด็กครบทุกด้าน
3. ประเมินพัฒนาการเด็กเป็นรายบุคคลอย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่องตลอดปี
4. ประเมินพัฒนาการตามสภาพจริงจากกิจกรรมประจำวัน ด้วยเครื่องมือแลัวิธีการที่หลากหลาย ไม่ควรใช้แบบทดสอบ
5. สรุปผลการประเมิน จัดทำข้อมูลและผลการประเมินไปใช้พัฒนาเด็ก
สำหรับวิธีการประเมินที่เหมาะสมกับเด็กอายุ 3-6 ปี ได้แก่ การสังเกต การบันทึกพฤติกรรม การสนทนากับเด็ก การสัมภาษณ์ การวิเคราะห์ผู้เรียนอย่างเป็นระบบ
ขอบข่ายของพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัยที่ควรได้รับการประเมิน 3 ด้าน ดังนี้
1. พฤติกรรด้านการใช้กล้ามเนื้อใหญ่
2. พฤติกรรมด้านการใช้กล้ามเนื้อเล็กและการประสานสัมพันธ์
3. พฤติกรรมด้านสุขนิสัย
การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย
ในการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กปฐมวัย ที่จำให้ได้ผลอย่างแท้จริง ควรเริ่มตั้งแต่แรกเกิด อย่างต่อเนื่องต่อไปจนตลอดชีวิต เพียงแต่เป้าหมายในการพัฒนามีความแตกต่างกัน จึงเป็นหน้าที่ของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเริ่มจากพ่อแม่ผู้ปกครอง
การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านการใช้กล้ามเนื้อเล็กมีหลากหลายแนวทางที่เหมาะสมกับเด็ก เช่น การให้เด็กเล่นเกมที่ต้องใช้มือและนิ้วมือ การหาสื่ออุปกรณ์ให้เด็กปั้น ขีดเขียน ตามความถนัดและความสนใจของเด็ก
เพิ่มเติม
การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัยเป็นสิ่งสำคัญต่อพัฒนาการทั้งทางร่างกาย อารมณ์ และสติปัญญา เด็กในช่วงวัยนี้ต้องการการส่งเสริมให้มีพฤติกรรมที่ดีต่อสุขภาพและการเคลื่อนไหวอย่างเหมาะสม ซึ่งสามารถทำได้ผ่านวิธีการต่าง ๆ ดังนี้
1. การส่งเสริมสุขนิสัยที่ดี
• ฝึกให้เด็กล้างมือก่อนและหลังรับประทานอาหาร
• สอนให้เด็กรู้จักแปรงฟันอย่างถูกวิธีและสม่ำเสมอ
• ปลูกฝังการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผัก ผลไม้ และหลีกเลี่ยงขนมหวานหรืออาหารที่มีน้ำตาลสูง
• ฝึกให้เด็กพักผ่อนเพียงพอ โดยกำหนดเวลานอนที่เหมาะสม
2. การพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่และมัดเล็ก
• จัดกิจกรรมที่ช่วยพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่ เช่น วิ่งเล่น กระโดดเชือก ปีนป่าย ขี่จักรยาน
• ส่งเสริมกิจกรรมที่ใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก เช่น วาดภาพ ปั้นดินน้ำมัน ต่อบล็อกไม้ หรือจับดินสอเขียนหนังสือ
3. การส่งเสริมการออกกำลังกายและการเคลื่อนไหว
• จัดกิจกรรมเคลื่อนไหวตามจังหวะ เช่น การเต้นตามเพลง การเล่นเกมที่ใช้การเคลื่อนไหว
• กระตุ้นให้เด็กออกกำลังกายเป็นประจำ เช่น การเดิน วิ่ง หรือเล่นกลางแจ้ง
• ลดการใช้หน้าจอ (โทรศัพท์ ทีวี แท็บเล็ต) และกระตุ้นให้เด็กมีกิจกรรมที่ต้องขยับร่างกาย
4. การปลูกฝังพฤติกรรมสุขภาพผ่านการเล่น
• ใช้เกมหรือของเล่นเป็นสื่อในการสอน เช่น เล่นบทบาทสมมติเรื่องหมอฟันเพื่อให้เด็กรู้จักการดูแลสุขภาพช่องปาก
• ใช้เพลง นิทาน หรือการ์ตูนที่สอดแทรกแนวคิดเกี่ยวกับสุขภาพและพฤติกรรมที่ดี
• จัดกิจกรรมกลุ่มที่ช่วยให้เด็กเรียนรู้เรื่องสุขภาพไปพร้อมกับการเล่นสนุก
กระทรวงสาธารณสุข. (2562). คู่มือส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย. สำนักส่งเสริมสุขภาพ.
การประเมินและการส้รางเสริมพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจ
ความหมาย
การประเมิน หมายถึง กระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูลของเด็กที่แสดงถึงสภาวะของการเจริญเติบโต พัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก รวมทั้งสุขภาพ ความสามารถ พฤติกรรม ความรู้ ความต้องการ ความตั้งใจ ความสนใจของเด็ก และสิ่งที่เด็กต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ
การสร้างเสริม คือ การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจที่เหมาะสมต่อเด็ก ที่สามารถส่งเสริมพัฒนาการด้านอื่นๆ ให้เติบโตขึ้นอย่ามีประสิทธิภาพ
ขอบข่ายของการประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจ
1. การรับรู้อารมณ์และความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น
2. การแสดงออกทางอารมณ์และการควบคุมอารมณ์
3. คุณธรรมจริยธรรมของเด็กปฐมวัย
แนวทางการประเมินพัฒนาการด้านอารมณ์-จิตใจ
1. การสังเกตโดยใช้แบบสังเกตชนิดต่าง ๆ
2. การสนทนาโดยใช้แบบบันทึกการสนทนาหรือแบบบันทึกคำพูด
3. การสัมภาษณ์โดยใช้อบบสัมภาษณ์ทั้งแบบมีโครงสร้่างและไม่มีโครงสร้าง
4. การรวบรวมผลงานที่แสดงถึงความก้าวหน้าและพัฒนาการของเด็กโดยรวบรวมไว้ในแฟ้ม
สะสมผลงาน
5. การประเมินการเจริญเติบโตยใช้เครื่องมือที่ตรงกับสิ่งที่อยากจะวัด
การประเมินพฤติกรรม
1. การรับรู้อารมณ์และความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น
การรับรู้อารมณ์ตนเองเป็นการเข้าใจถึงความรู้สึกและความต้องการของงตนที่ตรงกับ สถานการณ์ต่างๆ และแสดงออกด้วยสีหน้าท่าทาง และการกระทำเพื่อสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจความรู้สึกนั้นๆ ลักษณะทางอารมณ์ของเด็กปฐฒวัยเกิดขึ้นตามธรรมชาติของเด็กทุกคนและเกิดจากการได้รับการตอบสนองในสภาพแวดล้ิม
2. การแสดงออกทางอารมณ์และการควบคุมอารมณ์
การประเมินพฤติกรรมการแสดงออกและการควบคุมอารมณ์ของเด็กปฐมวัยควรประเมินจากการสังเกตพฤติกรรมเด็กขณะทำกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวัน โดยสังเกตว่าขณะที่เด็กทำกิจกรรมหรือมาจากสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความรู็สึกและอารมณ์ต่างๆ เด็กมีการแสดงออกอย่างไรเหมาะสมหรือไม่ และเมือเหตุการณ์ที่่ขณะอยู่ร่วมกับผู็อื่นเด็กมีการแสดงออกและมีการควบคุมอารมณ์อย่างไร
3. คุณธรรมจริยธรรมของเด็กปฐมวัย
คุณลักษณะคุณธรรมจริยธรรม มี 4 ด้าน
1. ด้านกาย คือ การดูแลตนเองโดยไม่เบียดเบียนตนเองและสิ่งแวดล้อม
2. ด้านสังคม คือ การมีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางสังคม
3. ด้านจิตใจ คือ การมีสมรรถภาพ ทางจิตดีมีสุขภาพจิตดีและมีคุณภาพที่ดี
4. ด้านปัญญา คือ การีมความรู้ความเข้าใจในเหตุผล เห็ฯคุณค่าและประโยชน์ของการทำสิ่งดีและคิดแก้ปัญหาได้
สำหรับพฤติกรรมคุณธรรมจริยธรรม เกี่ยวข้องกับความมีวินัยในตนเองและความผิดชอบชั่วดี ซึ่งจะทำให้เด็กเป็นผู้ที่รู้จักการปฏิบัติตนเป็นคนดีและนำพาสังคมไปสุ่ความดีงาม การประเมินพฤติกรรมการรับรู้อารมณ์และความรู็สึกของตนเองและผู้อื่น
การสร้างเสริมพฤติกรรม
1. การรับรู้อารมณ์และความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น
การสร้างเสริมพฤติกรรมการรับรู้อารมณ์ความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น เกี่ยวข้องกับการตอบสนองความต้องการของเด็กอย่างสม่ำเสมอ การแสดงออกที่เหมาะสมของผู้เลี้ยงดูเด็กเพื่อเป็นแบบอย่างการตอบโต้ปฏิกิริยาทางอารมณ์โดยเฉพาะพฤติกรรมในทางบวกและการปฏติบัติกับเด็กอย่างสม่ำเสมอ
2. การแสดงออกทางอารมณ์และการควบคุมอารมณ์
หลักการสร้างเสริม
1. การเป็นแบบอย่างที่ดีในการแสดงออกทางอารมณ์
2. การสอนโดยตรงพร้อมกับอธฺบายเหตุผล
3. การเสริมแรงบวกเมื่อเด็กแสดงพฤติกรรมทางอารมณ์ที่เหมาะสมและพฤติกรรมการควบคุมอารมณ์
4. การปฏิบัติโต้ตอบหรือสะท้อนการแสดงพฤตืกรรมต่อเด็กอย่างสม่ำเสมอ
3. คุณธรรมจริยธรรมของเด็กปฐมวัย
การสร้างเสริมพฤติกรรมคุณธรรมจริยธรรมมีหลักการสร้างเสริมเช่นเดียวกันกับสร้างเสริมพฤติกรรมการแสดงออกและการควบคุมอารมณ์ของเด็กปฐมวัย ซึ่งประกอบด้วยการเป็นแบบอย่างที่ดีทางด้านคุณธรรมและจริยธรรมการสอนโดนตรงการให้การเสริมแรงทางบวกการสนับสนุนให้ปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ
เพิ่มเติม
การประเมินพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำความเข้าใจสุขภาพจิตของบุคคล โดยอาศัยวิธีการต่างๆ เช่น การสังเกต การสัมภาษณ์ และแบบทดสอบทางจิตวิทยา ผลการประเมินสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาตนเอง การให้คำปรึกษา และการเสริมสร้างสุขภาพจิตที่ดีขึ้น
การเสริมสร้างพฤติกรรมด้านอารมณ์และจิตใจเป็นสิ่งสำคัญต่อสุขภาพจิตและคุณภาพชีวิต การตระหนักรู้และควบคุมอารมณ์ตนเองได้ดีจะช่วยให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในสังคม ซึ่งนำไปสู่ชีวิตที่มีความสุขและสมดุล
กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข. (2564). แนวทางส่งเสริมสุขภาพจิตและความฉลาดทางอารมณ์
การประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสังคม
ความหมาย
การประเมิน หมายถึง การรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมการแสดงออกของเด็กที่เกี่ยวกับการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับบุคคลอื่น และทักษะการปรับตัวอยู่ในสังคม ที่ปรากฎในแต่ละช่วงอายุ เพื่อนำผลมาพิจารณาในการสร้างเสริมพฤติกรรมทางสังคมที่เหมาะสมให้กับเด็ก
การสร้างเสริม หมายถึง การนำผลจากการประเมินมาสู่การตัดสินใจ จัดประสบการณ์ทางสังคมที่เหมาะสมกับความต้องการของเด็กในแต่ละช่วง ทำให้เด็กมีพฤติกรรมทางสังคมที่ดี สามารถปรับตัวและอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข และเป็นพื้นฐานที่ดีของการพัฒนาทางสังคมในวัยต่อไป
วิธีการที่ใช้ในการประเมิน
1. การสังเกตและการบันทึก เป็นการสังเกตขณะที่เด็กทำกิจกรรมประจำวันและเกิดพฤติกรรมที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นและผู้ประเมินจดบันทึกไว้
2. การสนทนา เป็นการประเมินเพื่อทรายถึงความรู้สึกนึกถึงของเด็ก เป็นการประเมินความสามารถ
3. การสัมภาษณ์
4. การรวบรวมผลงาน
5. การประเมินการเจริญเติบโตของเด็ก
การประเมิน
1. ด้านการช่วยเหลือตนเองของเด็กปฐมวัย
วิธีการประเมิน
1. ให้เด็กทำตามความสามรถเหมาะสมกับวัย และวุฒิภาวะของเด็ก เพื่อเด็จะได้ประสบผลสำเร็จในการทำงาน
2. จัดกิจกรรมให้เด็กได้กระทำไปตามลำดับขั้นตอนตั้งแต่กิจกรรมง่ายๆ และใกล้ตัวไปถึงกิจกรรมที่ยากขึ้น และห่างจากตัวออกไป เพื่อให้เกิดการยั่วยุ ท้าทาย และทำให้เด็กสนใจอยากจะทำด้วยวิธีการที่ไม่น่าเบื่อ
3. ให้กำลังใจโดยใช้วิธีการจูงใจ ให้กระทำด้วยวิธีการที่นุ่มนวลด้วยการยกย่องชมเชย
4. ไม่นำเด็กไปเปรีบเทียบกับอีกคนหนึ่ง
2. ด้านการเป็นมิตรหรือทำงานร่วมกับผู้อื่นของเด็กปฐมวัย
ความเป็นมิตร คือ แบบการแสดงออกที่แสดงถึงการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู็อื่น ความเป็นมิตรของเด็ก เป็นลักษณะการแสดงออกในการติดต่อและเข้าถึงผู้อื่นในทางบวก การสังเกตลักษณะความเป็นมิตรของเด็กอาจสังเกต จากการเข้าไปร่วมเล่นกับผู้อื่นเด็กที่เป็นมิตรจะทำให้การเล่นมีความสนุกสนาน ทำบรรยากาศให้สนุกน่าพอใจ
เครื่องมือประเมิน
1. แบบันทึกพฤติกรรม
2. แบบบันทึกคำพูด
3. แบบสังเกตพฤติกรรมความเป็นมิตร
3. ด้านสังคมทางบวกของเด็กปฐมวัย
วิธีการประเมิน
1. การให้ความร่วมมือกับสมาชิกอื่นๆในบ้านในฐษนะเป็นสมาชิกของครอบครัวทั้งการทำกิจวัตรประจำวัน การช่วยตนเอง การรับผิดชอบในหน้าที่ของตนเอง
2. การสอนโดยตรงให้มีพฤติกรรมการปรับตัวทางสังคมในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นทั้งในครัวเรือนและสังคมภายนอก
3. การให้เล่นกับผู้อื่นทั้งเด็กโต และเด็กเล็ก
เพิ่มเติม
การส่งเสริมพัฒนาการทางด้านสังคมของเด็กปฐมวัย
พัฒนาการทางด้านสังคมของเด็กปฐมวัยในช่วงเริ่มต้นวัยเด็กยังมีความสัมพันธ์เฉพาะกับคนในครอบครัว และยังยึดติดตัวเองเป็นศูนย์กลาง แต่เมื่อเข้าสู่วัย 3-4 ขวบ เด็กเริ่มมีความสัมพันธ์กับคนภายนอกการเลี้ยงดูที่ส่งเสริมพัฒนาการทางด้านสังคมของเด็กปฐมวัยพ่อแม่ควรคำนึงถึงสิ่งต่างๆดังนี้
1.การเล่น
การทำกิจกรรมต่างๆช่วยพัฒนาการทางด้านสังคม เพราะการเล่นทำให้เด็กได้มีโอกาสปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ช่วยให้มีโอกาสฝึกวิธีเข้าสังคมเรียนรู้การที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่น นอกจากนั้นถ้าพ่อแม่ได้สังเกตขณะที่เด็กกำลังเล่นหรือทำกิจกรรม พ่อแม่จะสังเกตเห็นว่าเด็กจะเรียนรู้การรอคอย การเล่นเรียนรู้วิธีเล่นกับผู้อื่น เรียนรู้การแบ่งปันของเล่นให้เพื่อนในกลุ่มที่เล่นอยู่ด้วยกัน การแลกเปลี่ยนของเล่น ผลัดเปลี่ยนกันเล่นบ้าง บางครั้งก็เป็นผู้นำในการเล่นเครื่องเล่นหรือของเล่นต่างๆ บางครั้งก็เป็นผู้ตามที่ดี อีกทั้งยังรู้จักรักษากติกาการเล่น รู้จักแพ้ชนะ ซึ่งเท่ากับเป็นการเตรียมให้เด็กวัยนี้รู้จักปรับตัวในสังคมได้ดีเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่
2.การพาเด็กไปเที่ยวพบญาติพี่น้อง
ทำให้เด็กได้รู้จักสังคมนอกบ้าน ได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกัน เช่น พาไปเที่ยวสวนสัตว์ ขณะที่เดินดูตามกรงสัตว์ เด็กจะเห็นสัตว์ที่อาศัยอยู่ด้วยกัน การแบ่งปันอาหารกัน ขณะเดียวกันพ่อแม่ได้พูดคุยสอนเด็กถึงการอยู่ร่วมกันของสัตว์ การพึ่งพาอาศัยกัน การแบ่งปัน การเสียสละ ซึ่งเด็กจะได้เห็นด้วยตนเองเป็นการศึกษาจากของจริงเด็กจะค่อยๆเรียนรู้การอยู่ร่วมกัน การอาศัยซึ่งกันและกัน การแบ่งปัน เป็นการส่งเสริมพัฒนาการด้านสังคมของเด็ก
3.การพาเด็กไปพบญาติพี่น้อง
ลูกๆหลานๆ ในวัยเดียวกันหรือพ่อแม่พาไปบ้านเพื่อน ของพ่อแม่ที่มีลูกอยู่ในวัยเดียวกัน ให้เด็กๆได้อยู่ร่วมกันเพื่อเป็นการฝึกให้รู้จักอยู่ร่วมกับผู้อื่น รู้จักปรับตัวให้เข้ากับผู้อื่น เพื่อเป็นการปูพื้นฐานในการเข้าสังคม และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขในวัยต่อมา
การส่งเสริมพัฒนาการทางด้านสังคม สำหรับเด็กปฐมวัยเริ่มจากครอบครัวให้เด็กได้เล่น หรือ ทำกิจกรรมต่างๆกับผู้อื่น พาเด็กไปเที่ยวให้เด็กรู้จักสังคมนอกบ้าน พาเด็กไปพบญาติพี่น้อง ให้เด็กได้อยู่ร่วมกับเพื่อน เพื่อให้เด็กรู้จักการปรับตัวเข้ากับบุคคลอื่นและอยู่ร่วมกับบุคคลอื่นได้อย่างมีความสุข
ที่มา : https://www.brainkiddy.com
การประเมินและการส้รางเสริมพฤติกรรมด้านสติปัญญา
ความหมาย
การประเมินพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย หมายถึง กระบวนการศึกษาความสามารถ ด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย ซึ่งในที่นี้ประกอบด้วย พฤติกรรมด้านการคิด การใช้ภาษา จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อนำผลมาใช้ในการเสริมสร้างพัฒนาการและการออกแบบการเรียนรู้ เพื่อให้เด็กได้มีพัฒนาการและการเจริญเติบโตที่ก้าวหน้าเหมาะสมกับวัย ตลอดจนนำมาพัฒนาวิธีการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับความสามารถทางสติปัญญาของเด็ก (พัชรา พุ่มพชาติ, ม.ป.ป)
การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย หมายถึง กระบวนการสนับสนุนและส่งเสริมให้เด็กพัฒนาทักษะทางสติปัญญา เช่น ความสามารถในการคิด วิเคราะห์การแก้ปัญหา ความจำ ความคิดสร้างสรรค์ และการใช้เหตุผล ผ่านกิจกรรมและประสบการณ์ที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านสมอง ซึ่งช่วยให้เด็กสามารถเรียนรู้และพัฒนาทักษะทางปัญญาที่จำเป็นสำหรับชีวิตประจำวันและการศึกษาต่อไปในอนาคต (สุภาวดี ศิิริลักษณ์, 2563)
ขอบข่ายในการประเมินพฤติกรรมด้านสติปัญญาตามหลักสูตรปฐมวัย 2560
1.ความสามารถในการคิดและแก้ปัญหา
• สังเกตว่าเด็กสามารถเชื่อมโยงความคิด แก้ไขปัญหาง่าย ๆ และทดลองวิธีแก้ปัญหาได้หรือไม่
• เช่น การเรียงลำดับภาพ การต่อบล็อก หรือการทดลองทางวิทยาศาสตร์ง่าย ๆ
2. ความสามารถในการใช้เหตุผลและเชื่อมโยงความรู้
• การแสดงออกถึงความเข้าใจในเหตุและผล เช่น รู้ว่าฝนตกเพราะมีเมฆมาก
• การจัดกลุ่มสิ่งของตามลักษณะที่เหมือนกัน เช่น สี รูปร่าง หรือขนาด
3. ทักษะการคิดสร้างสรรค์
• สังเกตว่าเด็กสามารถใช้จินตนาการในการสร้างสรรค์งานศิลปะ การเล่นบทบาทสมมติ หรือคิดวิธีการใหม่ ๆ ในการเล่นได้หรือไม่
4. ความสามารถทางภาษาและการสื่อสาร
• การฟังและทำความเข้าใจคำสั่ง
• การพูดสื่อสารได้ชัดเจน และการเล่าเรื่องสั้น ๆ
(กระทรวงศึกษาธิการ, 2560)
วิธีการประเมินพฤติกรรมด้านการคิดของเด็กปฐมวัย
1.การใช้แบบทดสอบ เป็นวิธีการประเมินพฤติกรรมด้านการคิดของเด็กปฐมวัยที่มีการกำหนดวัตถุประสงค์ของพฤติกรรมที่ต้องการพัฒนาหรือเสริมสร้างที่ชัดเจน
2. การสังเกต เป็นวิธีดั้งเดิมที่ใช้กันในการจัดการศึกษาปฐมวัย ที่สามารถนำมาใช้ในการสังเกต พฤติกรรมการคิดของด็กทั้งในขณะที่เด็กเล่น และมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ ระหว่างกิจกรรมในชั้นเรียนหรือกิจกรรมประจำวัน
3. การสัมภาษณ์ เป็นวิธีการประเมินที่เป็นการให้ข้อมูลโดยบุคคล เช่น เด็ก ครู ผู้ปกครองและ
ผู้เกี่ยวข้องในการสร้างเสริมพฤติกรรมการคิดของเด็ก
4. การประเมินจากผลงานเด็ก เป็นการให้ข้อมูลที่มั่นใจได้เกี่ยวกับพฤติกรรมการคิดของเด็ก
ที่แสดงออกระหว่างการทำงานผลงานของเด็กมักถูกนำไปใส่ในพอร์ตโฟลิโอ(พัชรา พุ่มพชาติ, ม.ป.ป)
การสร้างเสริมด้านการคิดของเด็กปฐมวัย
1. สร้างความเข้มแข็งกับครอบครัวให้เป็นผู้มีความรู้ความสามารถในการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านการคิดของเด็กปฐมวัย โดยการให้ความรู้และฝึกอบรม
2. พัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถในการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างเสริมพฤติกรรมการคิดของเด็กปฐมวัย
3. การจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างเสริมพฤติกรรมการคิดของเด็กปฐมวัย ควรอยู่บนพื้นฐานที่ว่า สมองเด็ก ทุกคนสามารถพัฒนาการคิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยวิธีการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับการทำงานของสมอง
4. ส่งเสริมให้มีการจัดการเรียนรู้ที่เน้นพัฒนากระบวนการคิด การแก้ปัญหา และการเรียนรู้อย่างมีความสุข
5. จัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ให้โอกาสผู้เรียนได้พัฒนากระบวนการคิด และแก้ปัญหาด้วยตนเอง
วิธีการประเมินพฤติกรรมด้านภาษาของเด็กปฐมวัย
1. การสังเกตพฤติกรรมด้านภาษาเป็นวิธีการที่เหมาะสำหรับการประเมินพฤติกรรมด้านภาษาของเด็กในสภาพจริงในขณะที่เด็กปฏิบัติกิจกรรมประจำวันหรือกิจกรรมการเล่น
2. การศึกษาผลงานทางภาษา ผลงานของเด็กเป็นหลักฐานที่สามารถสะท้อนพฤติกรรมความสามารถทางภาษาของเด็กปฐมวัย เป็นการประเมินจากผลงานที่เด็กปฏิบัติกิจกรรม ในขณะที่ได้รับประสบการณ์จากการจัดการเรียนรู้
3. การใช้พอร์ตโฟลิโอ พอร์ตโฟลิโอเป็นวิธีการประเมินอย่างหนึ่งที่สามารถสะท้อนความก้าวหน้าของพฤติกรรมด้านภาษา เนื่องจากพอร์ตโฟลิโอเป็นการประเมินที่เห็นร่องรอย
4. การใช้แบบทดสอบพฤติกรรมทางภาษาเป็นวิธีการประเมินเพื่อต้องการศึกษาพฤติกรรมหรือผลสัมฤทธิ์ในการเรียนรู้ด้านพฤติกรรมทางภาษาของเด็กปฐมวัยที่มีจุดมุ่งหมายเฉพาะเจาะจง(พัชรา พุ่มพชาติ, ม.ป.ป)
การส้รางเสริมพฤติกรรมด้านภาษาของเด็กปฐมวัย
1.การพูดคุยและการสนทนา: พ่อแม่หรือครูควร พูดคุยกับเด็กอย่างสม้ำเสมอในกิจกรรมต่างๆเช่น การถาม-ตอบคำถามง่ายๆ หรือการพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่เด็กสนใจ เช่น สัตว์, สี, รูปร่าง
2.การอ่านหนังสือและการเล่านิทาน: การอ่านหนังสือหรือเล่านิทานให้เด็กฟังเป็นวิธีที่ดีในการเสริมสร้างพัฒนาการทางภาษา โดยสามารถเลือกหนังสือที่มีภาพสีสันสดใสและเนื้อหาที่เหมาะสมกับวัยเด็ก
3.การใช้เกมและกิจกรรมที่สนุก: เกมที่เกี่ยวข้อง กับการพูด เช่น เกมจับคู่คำ, เกมตั้งคำถามหรือการเล่นบทบาทสมมติ
4.การกระตุ้นการพูดด้วยคำถาม: การถามคำถามเปิดกว้าง เช่น "วันนี้คุณทำอะไร?" หรือ "คุณ คิดว่าอะไรจะเกิดขึ้น?" จะช่วยกระตุ้นให้เด็กตอบและใช้คำพูดมากขึ้น
วิธีการประเมินพฤติกรรมด้านจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์
1. การใช้แบบทดสอบ แบบทดสอบสำหรับการประเมินจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยเป็นวิธีการที่ผู้ประเมินมีเป้าหมายเฉพาะและมีการสร้างแบบทดสอบที่มีมาตรฐานโดยผ่านกระบวนการหาคุณภาพของแบบทดสอบ
2. การสังเกต เป็นวิธีการที่สะท้อนให้เห็นพฤติกรรมของจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างเด่นชัดเป็นวิธีการที่ง่าย สะดวก และไม่ยุ่งยากสำหรับผู้ประเมิน ซึ่งสามารถทำการประเมินได้บ่อยครั้งอย่างต่อเนื่อง
3. การประเมินจากผลงาน ผลงานของเด็กที่สามารถนำมาใช้สำหรับการประเมินพฤติกรรมด้านจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย(พัชรา พุ่มพชาติ, ม.ป.ป)
การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์
การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย (อายุ 3-6 ปี เป็นกระบวนการที่สำคัญในการพัฒนาทักษะการคิดและการแก้ปัญหาโดยสามารถทำได้ผ่านกิจกรรมต่างๆ ดังนี้
1. การเล่นเสริมจินตนาการ
2. การวาดภาพและศิลปะ
3. การเล่านิทานและการฟังนิทาน
4. การเล่นกับธรรมชาติ
5. การใช้เพลงและดนตรี
6. การตั้งคำถามและกระตุ้นการคิด (Amabile, T. M. , Piaget, J.)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น